ผีกระสือ กับตำนานความเฮี้ยนที่ถูกเล่าขานกันมาอย่างยาวนาน

ผีกระสือ เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นผีไทยอีชนิดหนึ่งที่น่ากลัวแบบสุดๆ แต่ผีไทยนั้นก็ยังมีอีกหลายผีไม่ว่าจะเป็น ผีปอบ ผีกระหัง ผีหัวขาด ผีเปรต ผีตายโหง ที่มีด้วยกันสารพัดผี แต่วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ ผีกระสือ ที่เป็นผีที่มีแต่หัวกับไส้ ซึ่งเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานกันมาอย่างช้านานจากรุ่นสู่รุ่น โดยหลายๆคนคงมีความสงสัยว่ามีอยู่จริงหรือไม่หรือเป็นแค่เรื่องความเชื่อของชาวบ้านเท่านั้น 

ผีกระสือ ประวัติความเป็นมาและตำนานของความเฮี้ยนที่ชวนขนหัวลุก

ในอดีตนั้นมีความเชื่อกันว่า กระสือ คือ ภูตชนิดหนึ่งที่มีวิบากกรรมที่ทำให้กลายเป็นภูต ซึ่งตอนที่เป็นมนุษย์นั้นชอบหากินในทางที่ไม่ชอบ หรือ ทำการหลอกลวงต้มตุ๋นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อาทิเช่น ชอบนำของปลอมมาหลอกขายเป็นของจริง และ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม หากตายไปแล้วก็จะไปเป็นเปรตก่อน ซึ่งจะมีความหิวโหยเป็นอย่างมาก และ ชอบกินของบูดของเน่า เพราะด้วยวิบากกรรมของการมีพฤติกรรมสกปรก และ มีความโลภที่อยากได้ทรัพย์สินของผู้อื่นมาโดยในทางมิชอบ หากพ้นจากสภาพเปตรแล้ววิบากกรรมนั้นยังไม่หมดก็จะมาเกิดเป็นภูต และ จะกินได้แต่เฉพาะของสิ่งสกปรก ของคาว ของเหม็นเน่า

โดยจะทำการเข้าถึงได้ในเฉพาะบุคคลที่มีวิบากกรรมที่เหมือนกับตนเองเท่านั้น ทำในตอนเป็นมนุษย์นั้นมักจะดึงดูดเข้าหากันได้ไม่ยาก ซึ่งไม่ใช่อยากเข้าสิงใครแล้วก็เข้าสิงได้

ภูต จะมีลักษณะคล้ายกับ ผี แต่ก็มีฤทธิ์มากกว่า คือ สามารถแปลงกายเป็นสัตว์ได้แต่ ผี ไม่สามารถแต่งกายได้ ซึ่งภูตบางตนก็สามารถแปลงกายได้มาก บางตนก็สามารถแปลงได้น้อย โดยภูตอาจจะแปลงกายได้ 2-3 อย่างด้วยกัน แต่บางภูตก็แปลงกายได้แค่เป็นหมาดำตัวใหญ่ และ บางภูตก็อาจจะแปลงเป็นงูได้เช่นกัน

ภูต จะมีชีวิตจากการสิงอยู่ในร่างของห์มนุษย์ ซึ่งเปรียบเสมือนกับกาฝากที่อยู่ตามบริเวณต้นไม้ใหญ่ๆนั่นเอง ยิ่งอยู่นานไปเท่าไหร่ก็จะทำการยึดร่างกาย และ จิตใจของมนุษย์คนนั้นไปเรื่อยๆ เปรียบเสมือนกับกาฝากที่ทำการขยายครอบคลุมต้นไม้นั่นเอง ภูตพวกนี้จะชอบที่มืดไม่ชอบแสงสว่าง แต่ก็จะไม่มีหัว และ ไส้ ตามที่เข้าใจกัน โดยภูตเหล่านี้จะทำการถอดจิตของเจ้าของร่างกายออกในขณะที่เจ้าของร่างนั้นกำลังนอนหลับ เมื่อทำการถอดไปแล้วเจ้าของร่างก็จะไปไหนไม่ได้ ซึ่งลักษณะจะเป็นแค่ดวงไฟที่ส่องแสงสว่างเป็น 4 สี โดยส่วนใหญ่แล้วจะมี สีเหลือง สีแดง สีเขียว สีส้ม ซึ่งจะลอยขึ้นๆลงๆเพื่อทำการหาอาหารนั่นเอง ดวงไฟที่เห็นนั้น คือ ดวงจิตของมนุษย์ที่มีวิบากกรรมแล้วถูกบังคับให้ออกมาหาอาหาร ซึ่งภูตจะทำการหุ้มจงจิตรนั้นไว้ ซึ่งมนุษย์นั้นจะมองเห็นเป็นแค่ดวงไฟลอยเท่านั้น แต่จะมองไม่เห็นตัวภูต

ตามตำนานเล่าว่ากระสือจะสิงอยู่ในผู้หญิง เมื่อเวลากลางวันจะมีรูปร่างเหมือนกับผู้หญิงโดยทั่วไป แต่จะมีพฤติกรรมที่แปลกๆคล้ายกับคนป่วย พอตกกลางดึกวิญญาณร้ายที่สิงอยู่ในส่วนลึกของจิตใจก็จะทำการบีบบังคับ และ บีบเค้นให้บริเวณศีรษะ และ อวัยวะภายในหลุดออกมาจากร่าง โดยจะทำการลอยไปลอยมาหาเหยื่อกิน ซึ่งจะเลือกกิน วัว ควาย และ สัตว์เล็กๆ รวมไปจนถึง กบ เขียด แต่ก็มักจะทำการหลบคน และ ไม่ทำร้ายคนนอกจากจะจนมุมจริงๆ

กระสือยังชอบกินเครื่องในเป็นอย่างมากอีกด้วย โดยเฉพาะไส้แบบสดๆ เมื่อกินเสร็จแล้วก็จะไปเช็ดปากกับผ้าที่ตากไว้ตามบริเวณบ้านต่างๆ และ สิ่งที่กระสือชอบกินอีกอย่าง คือ อุจจาระ เพราะคนในสมัยก่อนไม่มีส้วมเวลาจะปลดทุกข์สักทีก็จะทำการขุดหลุมไว้ใช้เป็นส้วมชั่วคราว จึงทำให้กระสือสามารถเข้าไปกินอุจจาระได้ง่าย ซึ่งชาวบ้านต่างก็ทนไม่ไหวเลยต้องให้หมอผีมาทำการปราบ แต่ในการปราบกระสือนั้นไม่สามารถไล่ออกจากร่างของเหยื่อที่เคราะห์ร้ายได้ ก็เพราะวิญญาณได้ทำกันอย่างลึกลงในใจของคนๆนั้นไปแล้วโดยการปราบผีกระสือก็จะต้องฆ่าคนที่โดนสิงเท่านั้น

ลักษณะพิเศษที่สามารถสังเกตได้ง่ายว่าเป็น กระสือ คือ จะพบเห็นดวงไฟที่คล้ายรูปวาดอยู่ตรงบริเวณหัวใจ และ เชื่อกันว่านั่นคือวิญญาณที่สิงอยู่ในตัวของคนที่เคราะห์ร้าย และ เมื่อทำการมองจากที่ไกลๆก็จะเห็นเป็นดวงไฟสีเขียวที่ส่องแสงสลัวๆอยู่ในความมืดแต่กระสือก็มีความรอบคอบอยู่พอสมควร เพราะเมื่อทำการออกจากร่างไปหากินก็จะทำการค่าผ้าห่มมาคลุมร่างที่ไร้หัวใจไว้ก่อนออกหากินทุกครั้ง ซึ่งร่างเหล่านั้นจะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เพราะอวัยวะภายในได้หลุดออกมาแล้วจะเหลือเพียงแค่ร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่จนกว่าจะกลับเข้ามาสิงร่างเดิม